อุทาหรณ์! หญิงวัย 47 ปีเ.สี.ย.ชี.วิ.ตไม่นานหลังรู้ว่าป่วยเบาหวาน แพทย์เตือนอย่ามองข้ามเครื่องดื่มที่หลายคนดื่มทุกวัน - TN Topkhao Liker

Saturday, August 1, 2026

อุทาหรณ์! หญิงวัย 47 ปีเ.สี.ย.ชี.วิ.ตไม่นานหลังรู้ว่าป่วยเบาหวาน แพทย์เตือนอย่ามองข้ามเครื่องดื่มที่หลายคนดื่มทุกวัน

อุทาหรณ์! หญิงวัย 47 ปีเ.สี.ย.ชี.วิ.ตไม่นานหลังรู้ว่าป่วยเบาหวาน แพทย์เตือนอย่ามองข้ามเครื่องดื่มที่หลายคนดื่มทุกวันAugust 01, 2026

เรื่องราวของหญิงวัย 47 ปีที่เสียชีวิตไม่นานหลังทราบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ พร้อมพาดหัวข่าวที่ระบุว่า “แพทย์ชี้เครื่องปรุงรสชนิดหนึ่งคือผู้ร้าย” จนทำให้หลายคนเกิดความกังวลและเริ่มหลีกเลี่ยงเครื่องปรุงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและโรคเบาหวานย้ำว่า โรคเบาหวานไม่ได้เกิดจากเครื่องปรุงหรืออาหารเพียงชนิดเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม ภาวะน้ำหนักเกิน การรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง การขาดการออกกำลังกาย อายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นเวลานาน

ในหลายกรณี ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวานมาหลายปี เพราะโรคในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือได้รับการตรวจสุขภาพจึงพบความผิดปกติ

แพทย์อธิบายว่า เครื่องปรุงรสที่ควรระมัดระวังคือ เครื่องปรุงที่มีน้ำตาลหรือโซเดียมสูง เช่น ซอสปรุงรสบางชนิด ซอสหวาน น้ำจิ้มสำเร็จรูป หรือเครื่องดื่มปรุงแต่งรสหวาน หากบริโภคในปริมาณมากเป็นประจำ อาจทำให้ได้รับพลังงานและโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีความเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ตาม การบริโภคเครื่องปรุงเหล่านี้ ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิต และไม่ควรสรุปว่าเครื่องปรุงเพียงชนิดเดียวเป็น “ตัวการ” ของโรค

5

โรคเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดีเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต ภาวะเส้นประสาทเสื่อม และปัญหาทางสายตา ดังนั้น การดูแลตนเองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลดการใช้เครื่องปรุงที่มีน้ำตาลและโซเดียมสูง หันมาใช้สมุนไพร เครื่องเทศ หรือเครื่องปรุงโซเดียมต่ำตามความเหมาะสม พร้อมอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลและเกลือที่ได้รับในแต่ละวัน

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนัก การนอนหลับให้เพียงพอ และการรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวาน

ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เหนื่อยง่าย แผลหายช้า หรือสายตามัว ควรรีบเข้ารับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นว่า การดูแลผู้ป่วยเบาหวานไม่ใช่การงดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งทั้งหมด แต่เป็นการเลือกรับประทานอาหารอย่างสมดุล ควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต ลดอาหารหวาน มัน และเค็ม พร้อมติดตามระดับน้ำตาลในเลือดตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

แม้ข่าวบนโลกออนไลน์จะเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ากับ “เครื่องปรุงรสชนิดหนึ่ง” แต่ในความเป็นจริง ยังไม่มีหลักฐานว่าเครื่องปรุงเพียงชนิดเดียวเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานหรือการเสียชีวิต โรคนี้เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันและต้องอาศัยการดูแลระยะยาว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รับประทานอาหารที่เหมาะสม ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว