พบ “ตัวการ” ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ! หมอเตือนสารพิษร้ายแรงกว่าสารหนูหลายเท่า แต่หลายบ้านยังเผลอกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว - TN Topkhao Liker

Tuesday, September 1, 2026

พบ “ตัวการ” ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ! หมอเตือนสารพิษร้ายแรงกว่าสารหนูหลายเท่า แต่หลายบ้านยังเผลอกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

พบ “ตัวการ” ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ! หมอเตือนสารพิษร้ายแรงกว่าสารหนูหลายเท่า แต่หลายบ้านยังเผลอกินซ้ำโดยไม่รู้ตัวSeptember 02, 2026

พบ "ภัยเงียบ" ใกล้ตัว! อาหารขึ้นราอย่าคิดว่าแค่ตากแดดแล้วกินต่อได้ เพราะอาจมี "อะฟลาท็อกซิน" สารพิษอันตรายที่ทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว

หลายคนพยายามดูแลสุขภาพด้วยการงดเหล้า ลดอาหารทอด และพักผ่อนให้เพียงพอ แต่กลับมองข้ามสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดอย่าง อาหารที่เก็บไว้ในครัว

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับหญิงวัย 56 ปีรายหนึ่ง ซึ่งแทบไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่คนทั่วไปมักนึกถึง เธอไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ค่อยนอนดึก และหลีกเลี่ยงอาหารมัน จึงเชื่อมาตลอดว่าสุขภาพของตัวเองน่าจะดี

แต่เมื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพ แพทย์กลับพบว่าค่าการทำงานของตับผิดปกติ จึงสอบถามพฤติกรรมการกินและการเก็บอาหารอย่างละเอียด ก่อนจะพบพฤติกรรมหนึ่งที่หลายครอบครัวอาจทำเหมือนกันโดยไม่รู้ถึงความเสี่ยง

เธอยอมรับว่า หาก เห็ดหูหนู เห็ดหิมะ หรือถั่วลิสง ที่เก็บไว้เริ่มชื้น เธอมักนำออกมาตากแดดให้แห้งแล้วเก็บกลับมาใช้ต่อ เพราะรู้สึกเสียดายที่จะต้องทิ้ง

ไม่เพียงเท่านั้น หากข้าวสารหรือบะหมี่ที่เก็บไว้มีกลิ่นผิดปกติ เธอก็มักเลือกนำมาปรุงอาหารต่อแทนที่จะทิ้ง

พฤติกรรมที่ดูเหมือนเป็นการประหยัดเพียงเล็กน้อย อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาหารบางชนิดที่ผ่านการปนเปื้อนของเชื้อราอาจมีสารพิษอย่าง อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อตับและความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ

อะฟลาท็อกซินคืออะไร ทำไมอาหารขึ้นราจึงไม่ควรนำกลับมากิน?

อะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อราบางชนิด โดยมักพบในวัตถุดิบอย่าง ถั่ว ธัญพืช และอาหารที่เก็บรักษาในสภาพอับชื้น

สิ่งที่ทำให้สารพิษชนิดนี้น่ากังวลคือ ต่อให้มองไม่เห็นเชื้อราหรือทำอาหารผ่านความร้อนตามปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าสารพิษจะถูกกำจัดออกไปทั้งหมด

1. มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับ

อะฟลาท็อกซิน โดยเฉพาะอะฟลาท็อกซิน B1 เป็นสารก่อมะเร็งที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิด มะเร็งตับ

เมื่อได้รับสารพิษอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะต้องกำจัดสารดังกล่าวผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับตับ และสารเมแทบอไลต์บางชนิดสามารถทำลาย DNA ของเซลล์ได้

2. ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ได้รับผลกระทบ

ตับทำหน้าที่กำจัดและเปลี่ยนแปลงสารต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นสารพิษจากอาหารจึงสามารถสร้างภาระและความเสียหายต่อเซลล์ตับได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านโรคตับอยู่แล้วจึงยิ่งควรใส่ใจเรื่องอาหารที่อาจปนเปื้อนสารพิษ

3. การปรุงอาหารทั่วไปไม่ใช่วิธีรับประกันความปลอดภัย

หลายคนเข้าใจว่า ต้ม ผัด ทอด หรือปรุงจนสุก ก็เพียงพอที่จะทำลายสารพิษจากเชื้อรา แต่สำหรับอะฟลาท็อกซินนั้น ความร้อนจากการประกอบอาหารทั่วไปไม่สามารถรับประกันว่าจะกำจัดสารพิษได้หมด

ดังนั้น หากสงสัยว่าอาหารปนเปื้อน สิ่งที่ปลอดภัยกว่าคือ ไม่ควรนำมาปรุงเพื่อรับประทานต่อ

5 จุดในครัวที่ควรระวัง เพราะอาจเพิ่มโอกาสเกิดเชื้อรา

อะฟลาท็อกซินไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นอาหารขึ้นราอย่างชัดเจนเสมอไป การเก็บวัตถุดิบในสภาพชื้นหรือไม่เหมาะสมสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนได้

1. ถั่วและธัญพืช

ถั่วลิสง ข้าวสาร และผลิตภัณฑ์จากธัญพืช หากเก็บไว้ในบริเวณที่มีความชื้นสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดเชื้อราและการปนเปื้อนได้

2. อาหารแห้งที่เก็บไว้นาน

ของแห้งที่ควรเก็บในที่แห้ง หากได้รับความชื้นแล้วนำกลับมาตากแดดเพื่อนำมาใช้ต่อ ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยจากสารพิษที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

3. วัตถุดิบที่มีกลิ่นหรือรสผิดปกติ

หากอาหารมีกลิ่นอับ มีรสชาติเปลี่ยนไป หรือพบจุดที่มีลักษณะคล้ายเชื้อรา ไม่ควรคิดว่าแค่ล้างหรือตัดส่วนที่เสียออกแล้วส่วนที่เหลือจะปลอดภัยเสมอไป

4. เขียงไม้

เขียงไม้ที่ใช้งานมานานจนมี รอยแตก ร่องลึก หรือจุดดำ อาจทำความสะอาดได้ยากขึ้น หากมีเชื้อราสะสมควรพิจารณาเปลี่ยนใหม่แทนการใช้งานต่อ

5. ตะเกียบและอุปกรณ์ไม้

อุปกรณ์ไม้ที่มีความชื้นสะสมหรือมีร่องรอยเชื้อราไม่ควรฝืนใช้งานต่อ เพียงเพราะคิดว่าสามารถล้างหรือต้มแล้วนำกลับมาใช้ได้

"ประหยัด" แบบไหนที่ควรหยุด ก่อนต้องเสียมากกว่าเดิม?

การเสียดายอาหารเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การเลือกเก็บอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อนเพียงเพราะไม่อยากทิ้ง อาจไม่ใช่การประหยัดที่คุ้มค่า

โดยเฉพาะการ ตัดเฉพาะส่วนที่ขึ้นราแล้วนำส่วนที่เหลือไปกิน หรือการนำวัตถุดิบที่ชื้นผิดปกติไปตากแดดแล้วนำกลับมาประกอบอาหาร อาจไม่สามารถรับประกันได้ว่าการปนเปื้อนจะหายไป

เมื่อไม่แน่ใจ การทิ้งอาหารนั้นจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

5 วิธีดูแลอาหารในครัว ลดความเสี่ยงจากเชื้อราและสารพิษ

1. ซื้อเท่าที่จำเป็นไม่ควรซื้อถั่ว ธัญพืช หรือวัตถุดิบแห้งจำนวนมากเกินกว่าจะรับประทานได้ทัน โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนชื้นหรือมีฝนตกบ่อย

2. เก็บอาหารให้แห้งและปิดสนิท

เลือกภาชนะที่สะอาด แห้ง และมีฝาปิดมิดชิด เพื่อช่วยลดการสัมผัสความชื้นและป้องกันการปนเปื้อน

3. เจออาหารผิดปกติ อย่าฝืนกินหากพบเชื้อรา กลิ่นอับ รสขม หรือมีลักษณะผิดปกติ ไม่ควรคิดว่าแค่ล้าง ตากแดด หรือตัดส่วนที่เสียออกแล้วจะปลอดภัย

4. เปลี่ยนอุปกรณ์ไม้เมื่อเสื่อมสภาพ

เขียงไม้และตะเกียบที่แตกร้าว มีร่องลึก หรือมีเชื้อราควรเปลี่ยนใหม่ เพราะบริเวณเหล่านี้อาจทำความสะอาดได้ยาก

5. อย่าละเลยการตรวจสุขภาพผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคตับ โดยเฉพาะผู้ที่มีไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ควรติดตามสุขภาพและเข้ารับการตรวจตามคำแนะนำของแพทย์

อาหารในครัวอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่พฤติกรรมที่ทำซ้ำทุกวันสามารถส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้

การประหยัดอาหารเป็นสิ่งที่ดี แต่หากอาหารเริ่มขึ้นรา ชื้น มีกลิ่นผิดปกติ หรือไม่แน่ใจว่าปลอดภัยหรือไม่ การยอมทิ้งอาจคุ้มค่ากว่าการเสี่ยงนำกลับมารับประทาน

เพราะเงินที่เสียไปกับอาหารเพียงไม่กี่บาทอาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อสุขภาพที่ตามมาในอนาคตหลายเท่า

อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือน การดูแลตับเริ่มต้นได้จากสิ่งง่าย ๆ ที่เราเลือกกินและเลือกเก็บไว้ในครัวทุกวัน